ตัวอุปกรณ์ GPS Tracking มีอยู่หลากหลายแบบ

เราสามารถแบ่งตามประเภทการใช้งานได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆ คือ แบบ Offline, แบบกึ่ง Offline และแบบ Online ครับ … มาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

แบบ Offline :แบบนี้จะเก็บข้อมูลตำแหน่งพิกัดเอาไว้ในตัวเครื่อง GPS Tracking เลย เวลาจะดูข้อมูล จะต้องนำตัวเครือง GPS Tracking มาต่อเข้ากับเครื่อง Computer เพื่อถ่ายข้อมูลลงไป

ข้อดี อุปกรณ์แบบนี้จะราคาไม่แพง

ข้อเสีย ไม่สามารถตรวจสอบติดตามรถในตำแหน่งปัจจุบันได้ ตรวจสอบได้แต่ประวัติการเดินทางที่ผ่านมาเท่านั้น

แบบกึ่ง Offline :GPS Tracking แบบนี้จะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยตัวเครื่องจะมีช่องไว้ใส่ Simcard และจะส่งข้อมูลพิกัดกลับไปให้ผู้ใช้ผ่านระบบ SMS เมื่อผู้ใช้ร้องขอไปที่ตัวเครือง GPS Tracking

ข้อดี คือจะไม่มีค่าบริการรายเดือน จะมีแต่ค่าใช้บริการของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เช่น ค่าส่ง SMS

ข้อเสีย คือความสะดวกในการใช้งาน เพราะผู้ใช้จะได้รับข้อมูลพิกัดมาเป็นตัวเลข โดยผู้ใช้ต้องเชื่อมต่อ internet และพิมพ์ตัวเลขพิกัดเข้าไป เพื่อทำการหาตำแหน่งปัจจุบันทุกครั้งที่ได้ SMS และตรวจสอบข้อมูลการเดินทางย้อนหลังไม่ได้

แบบ Online : GPS Tracking แบบ online ตัวอุปกรณ์จะรับข้อมูลพิกัดตำแหน่งปัจจุบันจากดาวเทียม และส่งไปเก็บที่เครื่อง Server ผ่านระบบ EDGE, GPRS และผู้ใช้สามารถติดตามรถและเรียกดูตำแหน่งปัจจุบัน หรือประวัติการเดินทาง Report รายงานการเดินทางแบบ online ได้ทั้งจากเครื่อง Computer และมือถือ และยังสามารถส่งคำสั่งต่างๆกลับไปยังเครื่อง GPS Tracker ได้เช่นให้ดับเครื่องยนต์

ข้อดี คือข้อมูลพิกัดจะถูกเก็บไว้ที่ Server ดังนั้นผู้ใช้จะสามารถเรียกดูข้อมูลตำแหน่งปัจจุบันได้แบบ Realtime ผ่านเครื่อง computer หรือมือถือที่เชื่อมต่อ internet ได้

สามารถดูประวัติการเดินทางย้อนหลังและทำรายงานต่างๆ ได้

ในผู้ให้บรการบางรายจะสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ในการความคุมระบบต่างๆของรถได้อีกด้วย เช่นระบบไฟฟ้า ระบบนน้ำมัน จึงสามารถใช้ความสามารถที่มีได้อย่างคุ้มค่า

ข้อเสีย จะมีค่าบริการรายเดือนหรือตามเงื่อนไขการให้บริการของแต่ละผู้ให้บริการแต่ละราย เพราะมีการส่งข้อมูลและเก็บข้อมูลต่างๆไว้บน server ตลอดเวลา

หวังว่าใครที่สนใจระบบติดตามรถแบบนี้ จะสามารถเลือกการใช้งานได้เหมาะสมกับงานและเงินในกระเป๋าได้นะ